简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
สหรัฐฯ จับตา 8 อุตสาหกรรมไทย เสี่ยงส่งออก 5.2 หมื่นล้าน
บทคัดย่อ:ทำเนียบขาวเผยแพร่รายงานการสวมสิทธิ์สินค้า จัดไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับอีก 5 ประเทศ โดยจับตา 8 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่เสี่ยงถูกตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า คิดเป็นมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 52.23 พันล้านดอลลาร์ หรือ 72.33% ของทั้งหมด ทั้งนี้การจัดระดับเป็นเพียงการจำแนกความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาหรือมาตรการภาษีใหม่

ทำเนียบขาวเผยแพร่รายงานว่าด้วยการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 โดยสำนักงานนโยบายการค้าและการผลิตแห่งทำเนียบขาว (Office of Trade and Manufacturing Policy: OTMP) รายงานฉบับนี้มุ่งตรวจสอบกรณีผู้ผลิตและผู้ส่งออกจีนใช้ประเทศที่สามเป็นช่องทางส่งผ่าน ประกอบ หรือแปรรูปสินค้า ก่อนสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นประเทศที่สาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยผลการวิเคราะห์ผลกระทบจากการปราบปรามการสวมสิทธิ์สินค้าของสหรัฐฯ โดยชี้ว่าไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Tier 2 ร่วมกับบราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี และเวียดนาม
ไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 หมายความว่าอย่างไร
การจัดระดับ Tier เป็นเพียงการจำแนกระดับความเสี่ยงเพื่อการวิเคราะห์ ไม่ได้หมายความว่าไทยหรือผู้ส่งออกไทยถูกวินิจฉัยว่ากระทำการสวมสิทธิ์สินค้า รายงานดังกล่าวยังไม่ใช่มาตรการเรียกเก็บภาษีฉบับใหม่ และไม่ได้ทำให้สินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม รายงานสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดกรองของสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบเอกสารหรือถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวดขึ้นได้ในอนาคต
8 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกจับตา
รายงานระบุว่ามี 8 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่ควรจับตาเสี่ยงถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์ทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า พลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก ยานยนต์และส่วนประกอบ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ทองแดง และเครื่องมือวัด เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์เกี่ยวกับสายตา
สินค้า 8 กลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2568 รวมประมาณ 52.23 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 72.33% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด
มูลค่าที่อาจได้รับผลกระทบ
ภายใต้สมมติฐานว่าสินค้าประมาณ 10-20% ของมูลค่าการส่งออกใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงอาจเข้าข่ายถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด ประเมินว่ามูลค่าการส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบอยู่ที่ 5.2-10.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.72-3.45 แสนล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์
เมื่อแยกเป็นกรณี กรณีต่ำที่สินค้าเสี่ยง 10% คิดเป็นมูลค่า 172,359 ล้านบาท กรณีกลาง 15% อยู่ที่ 258,555 ล้านบาท และกรณีสูง 20% อยู่ที่ 344,718 ล้านบาท
สัญญาณที่ทำให้ไทยถูกจับตา
รายงานระบุว่าการสวมสิทธิ์มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเปลี่ยนฉลากหรือเอกสาร การส่งผ่านสินค้าโดยไม่มีการผลิตอย่างแท้จริง การประกอบหรือแปรรูปเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการใช้โรงงานหรือการลงทุนของจีนในประเทศที่สามซึ่งยังพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เทคโนโลยี หรือการควบคุมจากจีนในระดับสูง
ทั้งนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตของหลายอุตสาหกรรมไทยลดลงในช่วงปี 2564-2568 ทั้งที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้าลดจาก 65.87% เหลือ 58.99% และยานยนต์และส่วนประกอบลดจาก 69.45% เหลือ 52.79%
แนวทางรับมือที่เสนอ
รศ.ดร.อัทธ์ เสนอว่าไทยควรเร่งสร้างระบบ Thai Origin Traceability และใช้ AI เพื่อให้ผู้ส่งออกแสดงหลักฐานย้อนหลังตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงสินค้าสำเร็จรูป และแยกการผลิตจริงในไทยออกจากการส่งผ่านหรือการแปรรูปเพียงเล็กน้อย ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มแข็งจะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยพิสูจน์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้โปร่งใส และลดความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบจากหน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ









