简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
EMA 20 กับ 50 บอกเทรนด์ได้จริงไหม ระบบเล็กตัวแรกที่ต้องเข้าใจ
บทคัดย่อ:อธิบาย EMA 20 และ 50 ตั้งแต่ความหมาย น้ำหนักของราคา สูตรคำนวณ ตัวอย่างสมมุติ และข้อจำกัดสำคัญ ช่วยให้มือใหม่เห็นว่าเส้นค่าเฉลี่ยนี้จัดระเบียบแนวโน้มอย่างไร ไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย

มือใหม่หลายคนเห็นเส้นค่าเฉลี่ย 20 ตัดขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 แล้วรีบคิดว่าเป็นสัญญาณซื้อ แต่เส้นที่เห็นนั้นคือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Moving Average) หรือเรียกย่อว่า EMA ซึ่งให้ความสำคัญกับราคาปิดล่าสุดมากกว่าราคาเก่า มันไม่ใช่สัญญาณซื้อขาย และไม่ได้ทำนายอนาคต บทความนี้จะอธิบายว่า EMA คำนวณอย่างไร ต่างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดาอย่างไร และระบบ EMA 20/50 มักถูกใช้เป็นแผนที่แนวโน้มแบบใด
EMA คืออะไร และต่างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดาอย่างไร
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา (Simple Moving Average) หรือ SMA คือการนำราคาปิดย้อนหลังจำนวนหนึ่งมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนแท่ง เช่น SMA 20 ใช้ราคาปิด 20 แท่งล่าสุดเฉลี่ยเท่ากันทุกแท่ง ไม่ว่าแท่งนั้นเพิ่งปิดหรือปิดไปแล้ว 20 ช่วง
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (Exponential Moving Average) หรือ EMA ต่างกันตรงที่ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่าราคาเก่า ยิ่งแท่งใหม่เท่าไร อิทธิพลต่อค่าเฉลี่ยก็ยิ่งมาก ผลคือ EMA ตอบสนองต่อราคาปัจจุบันเร็วกว่า SMA ที่มีจำนวนช่วงเท่ากัน และ EMA 50 จะช้ากว่า EMA 20 เพราะใช้ข้อมูลมากกว่าและน้ำหนักต่อแท่งใหม่น้อยกว่า
ความต่างของน้ำหนักดูได้จากตัวคูณที่ใช้ในสูตร ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป แต่หลักสำคัญคือ EMA ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายในตัวเอง มันเป็นแค่การเรียบภาพราคาให้เห็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นแล้วชัดขึ้น
สูตรคำนวณ EMA 20 และ 50 พร้อมตัวอย่างสมมุติ
สูตรทั่วไปคือ
EMA วันนี้ = (ราคาปิดวันนี้ × k) + (EMA เมื่อวาน × (1 - k))
โดย k = 2/(N+1)
- สำหรับ N = 20: k = 2/21 ≈ 0.0952
- สำหรับ N = 50: k = 2/51 ≈ 0.0392
วิธีเริ่มต้นมักใช้ค่า SMA ของ N แท่งแรกเป็นค่า EMA ตัวแรก แล้วนำราคาปิดใหม่มาคำนวณต่อเนื่อง
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวเลขสมมุติเพื่อแสดงการคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่ราคาตลาดจริง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง และไม่ใช่การคาดการณ์ทิศทาง เพื่อให้ตัวเลขไม่ลอยเกินไป เราจะใช้ราคาปิดสมมุติของ EURUSD ที่ 1.1555 ซึ่งเลือกให้ตรงกับราคาอ้างอิงล่าสุดในชุดข้อมูลจำลองนี้ และสมมุติให้ EMA20 เมื่อวานเท่ากับ 1.1500 ส่วน EMA50 เมื่อวานเท่ากับ 1.1480
คำนวณ EMA20 วันนี้: (1.1555 × 0.0952) + (1.1500 × 0.9048) = 1.1505
คำนวณ EMA50 วันนี้: (1.1555 × 0.0392) + (1.1480 × 0.9608) = 1.1483
จากตัวเลขนี้ EMA20 ขยับขึ้น 0.0005 ขณะที่ EMA50 ขยับขึ้น 0.0003 แสดงว่าเส้น 20 ไวต่อราคาใหม่มากกว่าเส้น 50 ตามที่อธิบายไว้

ผลลัพธ์การคำนวณ EMA ในตัวอย่างสมมุติ
ใช้ EMA 20/50 เป็นแผนที่แนวโน้ม ต้องรู้ข้อจำกัดอะไรบ้าง
เทรดเดอร์บางกลุ่มใช้เส้น EMA 20 กับ 50 ช่วยแยกภาพแนวโน้ม โดยถ้าราคาปิดอยู่เหนือเส้นทั้งสองและ EMA20 อยู่เหนือ EMA50 มักมองเป็นภาพแนวโน้มขาขึ้น ถ้าราคาปิดอยู่ใต้เส้นทั้งสองและ EMA20 อยู่ใต้ EMA50 มักมองเป็นภาพแนวโน้มขาลง แต่คำว่า “มัก” ไม่ใช่กฎตายตัว และไม่ใช่คำสั่งซื้อขาย
- เส้น EMA สร้างจากราคาในอดีต จึงช้ากว่าราคาเสมอ และไม่ทำนายอนาคต
- ช่วงที่ตลาดแกว่งออกข้างแคบ ๆ ราคาไม่เป็นทิศทาง เส้น EMA20 กับ EMA50 มักตัดกันไปมาบ่อย เกิดภาพหลอกได้ง่าย
- ค่า 20 กับ 50 ไม่ได้เหมาะกับทุกคู่เงินหรือทุกกรอบเวลา การเปลี่ยนค่าอาจให้ภาพต่างกันมาก
- EMA ไม่บอกจุดเข้า จุดออก หรือขนาดความเสี่ยง แผนบริหารความเสี่ยงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องแยกออกมาจากการใช้เส้นค่าเฉลี่ย
สำหรับมือใหม่ เส้น EMA 20/50 ทำหน้าที่คล้ายกระจกที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มชัดขึ้น แต่การตัดสินใจยังต้องอาศัยเครื่องมืออื่นและกฎความเสี่ยงที่แต่ละคนตั้งไว้เอง
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ
WikiFX โบรกเกอร์
STARTRADER
FOREX.com
Tickmill
SBCFX
Eightcap
FXTM
STARTRADER
FOREX.com
Tickmill
SBCFX
Eightcap
FXTM










