简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
น้ำมันพุ่งเกือบ 5% หลังคลังน้ำมันสำรองสหรัฐฯ เหลือต่ำสุดตั้งแต่ปี 1983
บทคัดย่อ:หุ้นสหรัฐฯ ขยับขึ้นเล็กน้อยในวันอังคารหลัง SP 500 ดีดขึ้น 0.15% ส่วน Nasdaq 100 ปรับขึ้น 0.4% และ Dow Jones ทรงตัวใกล้ระดับเดิม โดยในวันจันทร์ SP 500 แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากความไม่แน่นอนในตะว

หุ้นสหรัฐฯ ขยับขึ้นเล็กน้อยในวันอังคารหลัง S&P 500 ดีดขึ้น 0.15% ส่วน Nasdaq 100 ปรับขึ้น 0.4% และ Dow Jones ทรงตัวใกล้ระดับเดิม โดยในวันจันทร์ S&P 500 แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนต่อไป
ด้านน้ำมันปรับตัวขึ้นตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนยิ่งขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยน้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดด้วยการพุ่งขึ้น 5% มาอยู่ที่ $82.23 ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ก็ปรับตัวขึ้น 5% เช่นกันจนแตะระดับ $87.80 โดยปัจจัยที่ดันราคาน้ำมันขึ้นยังมาจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ที่ออกมาเผยว่าปริมาณน้ำมันปิโตรเลียมสำรองของสหรัฐฯ ได้ลดลงต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 1983
ด้านทองคำกลับมาร่วงต่ำกว่า $4,400 อีกครั้งเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ที่ประกาศออกมาในวันศุกร์จะดูไม่แข็งแกร่ง แต่ตลาดก็คาดว่า Fed ยังมีโอกาสปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกภายในสิ้นปีนี้
ข้ามมาที่ฝั่ง AI ด้าน TSMC รายงานผลประกอบการในเดือนกรกฎาคมได้อย่างแข็งแกร่ง โดยทำรายได้ไปทั้งหมด 14,500 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 44.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าชิป AI ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างร้อนแรง และในฐานะผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชิปสำคัญให้กับ Nvidia รวมถึงชิป Custom Silicon ของ Google รายได้ต่อเดือนของ TSMC จึงถือเป็นตัวชี้วัดการลงทุนใน AI ของบริษัทเทคฯ ทั้งหลายในภาพรวม
ส่วนประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องจับตาต่อก็คือข้อมูลเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนกรกฎาคมมีกำหนดประกาศในวันพุธ ต่อด้วยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในวันพฤหัสบดี ซึ่งข้อมูลทั้งสองถือเป็นกุญแจสำคัญในช่วงนี้ เนื่องจากข้อมูลการจ้างงานในเดือนกรกฎาคมที่ออกมาอ่อนแอทำให้ตลาดคาดเดาทิศทางการดำเนินงานของ Fed ได้ยากขึ้น อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเงินเฟ้อขึ้น รวมถึงการจ้างงานที่ชะลอตัวก็สร้างปัญหาให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจเช่นกัน ล่าสุด อัตราดอกเบี้ยนโยบายสะท้อนให้เห็นว่าตลาดได้ให้โอกาสอยู่ที่ประมาณ 49% ที่ Fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งลดลงจาก 67% เมื่อสัปดาห์ก่อนตามข้อมูลจาก CME FedWatch
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ









